News

กำไลหยกสลักเลือดกับสายเลือดที่สาบสูญ: เมื่อการเยือนบ้านคู่หมั้น

 นำไปสู่การเปิดโปงขุมนรกที่กักขังทายาทหมื่นล้านไว้ถึง 20 ปีเต็ม!

รถยนต์ซีดานคันหรูแล่นไปตามถนนสายรองในจังหวัดอยุธยา มุ่งหน้าสู่บ้านเกิดของ ‘กริช’ ชายหนุ่มที่ฉันกำลังจะแต่งงานด้วยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ฉันคือ ‘พิมดาว’ หญิงสาววัย 28 ปี ผู้จัดการฝ่ายการตลาดของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง… หรืออย่างน้อย นั่นก็คือตัวตนที่กริชและทุกคนรอบข้างรู้จัก

ความจริงแล้ว ฉันคือทายาทสายเลือดแท้ๆ เพียงคนเดียวของ ‘จงกลนีเจมส์’ อาณาจักรธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แต่เพราะความร่ำรวยมักดึงดูดคนที่เข้าหาด้วยความโลภ ฉันจึงเลือกที่จะซ่อนฐานะที่แท้จริง ใช้ชีวิตติดดินเพื่อตามหารักแท้ และกริชก็คือผู้ชายที่สอบผ่าน เขาดูเป็นคนซื่อสัตย์ อบอุ่น และรักฉันที่ตัวตน ไม่ใช่เงินทอง วันนี้เขาพาฉันมาทำความรู้จักกับครอบครัวของเขาเป็นครั้งแรก ซึ่งประกอบไปด้วยแม่ของเขาและน้องสาวแท้ๆ

แต่ลึกๆ ในใจของฉัน มีบาดแผลขนาดใหญ่ที่ไม่มีวันรักษาหาย… เมื่อ 20 ปีก่อน ตอนที่ฉันอายุ 8 ขวบ ‘น้องพลอย’ น้องสาววัย 3 ขวบของฉันพลัดหลงและถูกลักพาตัวไปจากงานวัดประจำปีที่กรุงเทพฯ สิ่งเดียวที่ติดตัวน้องไปคือ ‘กำไลหยกจักรพรรดิสีเขียวมรกตที่มีเส้นสายแร่สีแดงดุจเลือด’ ซึ่งสลักตราประจำตระกูลจงกลนีไว้ด้านใน มันคือกำไลสั่งทำพิเศษที่พ่อสวมให้พลอยตั้งแต่เกิดและไม่สามารถถอดออกได้เพราะข้อมือของน้องโตขึ้น การหายตัวไปของพลอยทำให้แม่ของฉันตรอมใจจนล้มป่วย ส่วนฉันก็จมอยู่กับความรู้สึกผิดมาตลอดสองทศวรรษ

“ถึงแล้วครับพิม บ้านของผมอาจจะไม่ได้ใหญ่โตมากนะ หวังว่าคุณคงจะไม่รังเกียจ” กริชหันมายิ้มให้ฉันขณะเลี้ยวรถเข้าไปจอดในรั้วบ้านปูนสองชั้นที่ดูทรุดโทรมเล็กน้อย

“พิมจะรังเกียจทำไมคะ พิมรักกริชที่ใจ ไม่ใช่ที่บ้านเสียหน่อย” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

เมื่อก้าวลงจากรถ ‘คุณนายสายหยุด’ แม่ของกริช และ ‘กิ๊ก’ น้องสาวของเขา ก็เดินออกมารับ พวกเธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสีฉูดฉาด ประโคมใส่ทองหยองเส้นโตราวกับจะอวดฐานะ สายตาที่พวกเธอมองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าเต็มไปด้วยการประเมินค่าและการดูถูกอย่างปิดไม่มิด คงเพราะวันนี้ฉันสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวและกางเกงยีนส์เรียบๆ ไม่มีเครื่องประดับมีค่าใดๆ

“นี่น่ะเหรอ แม่พิมดาว แฟนของแกที่บอกว่าเป็นพนักงานออฟฟิศธรรมดาๆ หน้าตาก็จืดชืด แถมมาบ้านผู้ใหญ่ครั้งแรก ซื้อมาแค่ผลไม้กระเช้าเดียวเนี่ยนะ!” คุณนายสายหยุดกระแทกเสียงรับไหว้ฉันอย่างเสียไม่ได้

“แม่ครับ อย่าเพิ่งบ่นเลยครับ พิมเขาเพิ่งมาเหนื่อยๆ” กริชปรามแม่เบาๆ แต่ไม่ได้ปกป้องฉันอย่างที่ควรจะเป็น เขาหันมาบอกฉัน “เข้าไปข้างในเถอะพิม เดี๋ยวให้ ‘นังบัว’ เอาน้ำเย็นๆ มาให้ดื่ม”

ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องรับแขก ฉันก็ต้องขมวดคิ้ว บ้านที่ดูภายนอกพอใช้ได้ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยฝุ่นและข้าวของวางระเกะระกะ กิ๊กเดินไปนั่งไขว่ห้างบนโซฟา ก่อนจะตะโกนเสียงแหลมปรี๊ด

“อีบัว! นังบัว! มุดหัวอยู่ไหนฮะ! แขกมาบ้านทำไมไม่รีบเอาน้ำมารับรอง แข้งขาแกนี่มันน่าตีให้หักจริงๆ!”

ครู่ต่อมา ร่างบอบบางของหญิงสาวคนหนึ่งก็รีบวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากหลังครัว เธอสวมเสื้อยืดสีมอๆ ที่ย้วยจนเสียทรง กางเกงขาสั้นเก่าๆ และไม่สวมรองเท้า ร่างกายของเธอผอมโซจนเห็นไหปลาร้า ผิวพรรณหยาบกร้านจากการกรำงานหนัก และที่มุมปากมีรอยช้ำเหมือนเพิ่งถูกตบมาไม่นาน หญิงสาวคนนั้นก้มหน้าก้มตาตลอดเวลา ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกที่หวาดกลัว

“ข… ขอโทษจ้ะพี่กิ๊ก บัวกำลังซักผ้าให้คุณแม่อยู่จ้ะ” น้ำเสียงของเธอสั่นเครือและแหบพร่า

“ไม่ต้องมาเถียง! ไปเอาน้ำมาเสิร์ฟเดี๋ยวนี้ นังกาฝาก!” คุณนายสายหยุดใช้เท้าเขี่ยเอวหญิงสาวคนนั้นจนเธอเสียหลักล้มลงไปกองกับพื้น

ฉันตกใจมาก หันไปมองหน้ากริชเพื่อหวังให้เขาห้ามปราม แต่กริชกลับยืนกอดอกดูภาพนั้นด้วยสายตาเฉยชา “อย่าไปใส่ใจเลยพิม นังบัวมันเป็นแค่เด็กรับใช้ที่พ่อผมเก็บมาเลี้ยงเมื่อยี่สิบปีก่อนน่ะ สมองมันไม่ค่อยดี พวกเราก็เลยต้องดัดนิสัยมันบ่อยๆ”

เก็บมาเลี้ยงเมื่อยี่สิบปีก่อน? คำพูดของกริชทำให้หัวใจของฉันกระตุกแปลกๆ ฉันมองตามร่างที่กำลังคลานเข่าไปยกถาดน้ำดื่มมาเสิร์ฟ บัวก้มหน้าก้มตาคลานเข้ามาใกล้ฉัน มือที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นสั่นเทาขณะยกแก้วน้ำเย็นส่งให้

“ทานน้ำนะจ๊ะ…” บัวเงยหน้าขึ้นมองฉันเพียงเสี้ยววินาที

วินาทีนั้นเองที่ดวงตาของเราประสานกัน ดวงตากลมโตที่แฝงไปด้วยความเศร้าและหวาดระแวงคู่นั้น… มันคือรูปทรงดวงตาของคุณแม่ของฉันไม่มีผิดเพี้ยน! หัวใจของฉันเต้นระรัว ฉันจ้องมองใบหน้ามอมแมมของเธออย่างลืมตัว โครงหน้า จมูก ริมฝีปาก… แม้จะซูบผอมและทรุดโทรมเพียงใด แต่เค้าโครงของเธอกลับซ้อนทับกับภาพของฉันในวัยเด็กอย่างน่าประหลาด

“มัวแต่มองอะไรอยู่อีบัว! ถอยออกไปสิยะ ตัวแกเหม็นสาบจะตายอยู่แล้ว เดี๋ยวเสนียดก็ติดแฟนพี่กริชหรอก!” กิ๊กตวาดลั่น พลางหยิบหมอนอิงปาใส่หัวบัวอย่างแรง

บัวสะดุ้งสุดตัว ถาดในมือร่วงหล่น แก้วน้ำแตกกระจายลงบนพื้น น้ำเย็นจัดกระเด็นเปียกขากางเกงของฉัน

“ว้าย! อีนังเลว! แกทำน้ำหกใส่แขก ฉันจะตีแกให้ตาย!” คุณนายสายหยุดปรี่เข้ามา กระชากผมบัวอย่างแรงจนหญิงสาวร้องลั่น ก่อนจะเงื้อมือขึ้นตบหน้าบัวฉาดใหญ่!

“โอ๊ย! แม่จ๋า บัวเจ็บ บัวขอโทษจ้ะ บัวไม่ได้ตั้งใจ!” บัวยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหัวเพื่อป้องกันตัว ร้องไห้สะอื้นอย่างน่าสงสาร

“หยุดเดี๋ยวนี้นะคะ!” ฉันทนดูความโหดร้ายนี้ไม่ได้อีกต่อไป ฉันถลันตัวเข้าไปผลักคุณนายสายหยุดออก และรีบททรุดตัวลงประคองร่างของบัวเอาไว้ “ทำไมต้องทำร้ายกันขนาดนี้ด้วย เธอเป็นคนนะคะ ไม่ใช่สัตว์เลี้ยง!”

“พิม! คุณไปยุ่งอะไรกับมัน ปล่อยมันไปเถอะ มันทำเสื้อผ้าคุณเลอะหมดแล้วเห็นไหม!” กริชเดินเข้ามาพยายามจะดึงแขนฉันออก

“อย่ามาแตะต้องตัวพิม!” ฉันตวาดกริชเสียงแข็ง จนเขาชะงักไป

ฉันหันกลับมาประคองบัวที่กำลังร้องไห้ตัวสั่น มือของฉันจับเข้าที่ข้อมือซ้ายของเธอเพื่อจะดึงเธอให้ลุกขึ้น ทว่า… แขนเสื้อยืดสีมอๆ ที่กว้างรุ่มร่ามได้ถลกตกลงมาจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่บนข้อมือที่ผอมบางนั้น

ลมหายใจของฉันสะดุดกึก ร่างกายของฉันชาหนึบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เลือดในกายเย็นเฉียบราวกับถูกแช่แข็ง ดวงตาของฉันเบิกกว้างจ้องมองสิ่งนั้นเขม็ง… จนดวงตาร้อนผ่าวและพร่ามัวไปด้วยม่านน้ำตา

บนข้อมือที่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำของบัว มี ‘กำไลหยกจักรพรรดิสีเขียวมรกต’ สวมอยู่! เนื้อหยกมันวาวสะท้อนแสงไฟ เผยให้เห็นเส้นสายแร่สีแดงสดที่พาดผ่านเนื้อหยกดุจหยาดเลือด… ไม่มีทางที่ฉันจะจำมันไม่ได้! ฉันรีบคว้าข้อมือของบัวมาพลิกดูด้านในของกำไลอย่างบ้าคลั่ง นิ้วหัวแม่มือของฉันลูบไปบนเนื้อหยกด้านใน… และสัมผัสได้ถึงรอยสลักที่คุ้นเคย ‘ตราดอกบัวสวรรค์’ และตัวอักษรเล็กจิ๋วคำว่า ‘จงกลนี’

น้ำตาของฉันทะลักทลายออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้ ร่างกายของฉันสั่นเทาอย่างรุนแรง ความตกตะลึง ความเจ็บปวด และความโกรธแค้น ปะทุขึ้นในอกจนแทบระเบิด ฉันเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่กำลังหวาดกลัวตรงหน้า น้ำเสียงของฉันสั่นสะท้านจนแทบฟังไม่เป็นคำ

“พ… พลอย… น้องพลอย… ใช่ไหมลูก… พลอยของพี่…” ฉันดึงร่างที่ผอมบางนั้นเข้ามากอดกอดแน่น กอดราวกับกลัวว่าเธอจะสลายหายไป บัวตกใจมาก พยายามจะดิ้นหนี แต่ฉันไม่ยอมปล่อย ฉันสะอื้นไห้อย่างไม่อายใคร “พี่อยู่นี่แล้ว… พิมดาวอยู่นี่แล้ว พลอยไม่ต้องกลัวใครอีกแล้วนะลูก!”

เหตุการณ์ตรงหน้าทำให้กริช แม่ และน้องสาวของเขา ยืนงงเป็นไก่ตาแตก

“พิม! คุณเป็นบ้าอะไรเนี่ย ไปกอดอีนังเด็กเหลือขอนั่นทำไม! แล้วพลอยอะไรของคุณ มันชื่อนังบัว!” กริชตะปบไหล่ฉัน หวังจะกระชากฉันออก

ฉันหันขวับไปมองกริชด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แววตาของ ‘พนักงานออฟฟิศผู้อ่อนโยน’ มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเหี้ยมเกรียมและเด็ดขาดของนางพญาผู้กุมอำนาจ ฉันสะบัดมือของกริชออกอย่างแรงจนเขากระเด็นไปชนโซฟา

“อย่าเอามือสกปรกของแกมาแตะต้องตัวฉัน!” ฉันตวาดลั่นห้อง บรรยากาศรอบตัวฉันเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกจนทุกคนผงะ

ฉันค่อยๆ ประคองน้องพลอยให้ลุกขึ้นยืน นำตัวเธอไปซ่อนไว้ด้านหลังของฉันเพื่อปกป้อง ก่อนจะหันไปจ้องหน้าคุณนายสายหยุดด้วยสายตาเชือดเฉือน “เมื่อยี่สิบปีก่อน… พวกแกไปขโมยเด็กคนนี้มาจากงานวัดที่กรุงเทพฯ ใช่ไหม!”

คุณนายสายหยุดหน้าซีดเผือด แต่ก็ยังฝืนทำปากดี “ข… ขโมยอะไร! พูดจาให้มันดีๆ นะนังไพร่! สามีฉันสงสารเห็นมันเดินหลงทางก็เลยเก็บมาเลี้ยงต่างหากล่ะ!”

“เก็บมาเลี้ยง?” ฉันแค่นหัวเราะอย่างสมเพช “ถ้าเก็บมาเลี้ยงด้วยความเมตตา แล้วทำไมถึงไม่แจ้งความ! ทำไมถึงกักขังและใช้งานเธอเยี่ยงทาส! พวกแกเห็นกำไลหยกบนข้อมือน้องสาวฉัน คิดจะขโมยไปขาย แต่เพราะกำไลมันติดข้อมือถอดไม่ออก พวกแกก็เลยขังเธอไว้เพื่อรอให้เธอโตแล้วค่อยหาวิธีตัดมันทิ้งใช่ไหม!”

“อีนังนี่! แกเป็นใครถึงกล้ามากล่าวหาครอบครัวฉัน!” กิ๊กแผดเสียงร้อง ชี้หน้าด่าฉัน “แกก็แค่พนักงานกินเงินเดือนกระจอกๆ เกาะพี่ชายฉันกิน! พี่กริช! ไล่นังบ้าคนนี้ออกไปจากบ้านเราเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

กริชหน้าถอดสี เขาพยายามจะเข้ามาจับมือฉัน “พิม… คุณใจเย็นๆ ก่อนนะ เรื่องนี้มันอาจจะมีเรื่องเข้าใจผิด—”

“ไม่มีความเข้าใจผิดอะไรทั้งนั้น กริช!” ฉันจ้องหน้าผู้ชายที่ฉันเคยคิดจะฝากชีวิตไว้ ด้วยความขยะแขยงจนถึงขีดสุด “ฉันอุตส่าห์ลดตัวลงมาปิดบังฐานะ เพื่อตามหาผู้ชายที่รักฉันจริง แต่ที่แท้… เนื้อแท้ของครอบครัวแกมันก็คือพวกเดรัจฉานค้ามนุษย์! แกเห็นแม่กับน้องสาวแกทารุณน้องสาวของฉันทุกวัน แต่แกกลับมองผ่านและสนับสนุน! แกมันไม่ใช่คน!”

“ปิดบังฐานะ? แกพูดพล่ามอะไรของแก นังบ้า!” คุณนายสายหยุดหัวเราะเยาะ

ฉันไม่ได้สนใจคำด่าทอเหล่านั้น ฉันล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบสมาร์ทโฟนรุ่นที่แพงที่สุดในโลกที่ฉันมักจะปิดเครื่องซ่อนไว้เสมอขึ้นมา กดเปิดเครื่อง และกดโทรออกหาหมายเลขสายตรงที่ทรงอิทธิพลที่สุด

ท่ามกลางความเงียบงันและสายตางุนงงของคนบ้านนั้น ฉันกรอกน้ำเสียงที่เฉียบขาดลงไปในโทรศัพท์

“พ่อคะ… พิมเจอน้องพลอยแล้วค่ะ… อยู่ที่บ้านของไอ้กริชที่อยุธยา… พ่อส่งทีมบอดี้การ์ด ‘หน่วยอัลฟ่า’ และประสานผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 1 ให้เอาเฮลิคอปเตอร์มาลงที่นี่เดี๋ยวนี้เลยค่ะ… พิมจะล้างบางพวกเดรัจฉานที่มันทรมานน้องพลอยให้สิ้นซาก!”

เมื่อฉันกดวางสาย กริชและครอบครัวก็มองหน้ากัน ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง

“ฮ่าๆๆ! นี่แกประสาทหลอนไปแล้วเหรอพิมดาว! เรียกเฮลิคอปเตอร์? เรียกตำรวจ? แกคิดว่าแกเป็นลูกสาวมาเฟียหรือไง นังพนักงานเงินเดือน!” กิ๊กหัวเราะจนน้ำตาเล็ด

กริชส่ายหน้าอย่างระอา “พิม ผมผิดหวังในตัวคุณจริงๆ คุณเล่นบ้าอะไรของคุณ ถ้าคุณไม่ขอโทษแม่ผม ผมจะยกเลิกงานแต่งของเราเดี๋ยวนี้!”

ฉันเหยียดยิ้มเย็นชา “แกไม่ต้องยกเลิกหรอก เพราะฉันจะส่งแกไปแต่งงานกับคุกเอง… ลืมแนะนำตัวไปอย่างเป็นทางการนะคะ ฉันชื่อ ‘พิมดาว จงกลนี’ ประธานกรรมการบริหาร และทายาทเพียงคนเดียวของ ‘จงกลนีเจมส์’ บริษัทค้าอัญมณีระดับโลกที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท… และผู้หญิงที่พวกแกจิกหัวเรียกใช้อยู่ทุกวัน คือ ‘พลอยลภัส จงกลนี’ สายเลือดหมื่นล้านที่พวกแกขโมยมา!”

ชื่อ ‘จงกลนี’ เปรียบเสมือนฟ้าผ่าลงกลางกบาลของกริช เขาทำงานในแวดวงธุรกิจ ย่อมรู้จักชื่อของตระกูลอภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศตระกูลนี้ดี ใบหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนจากความเย่อหยิ่งเป็นซีดเผือดไร้สีเลือด ขาของเขาเริ่มสั่นเทา

“จ… จงกลนี… ม… ไม่จริง เป็นไปไม่ได้! คุณบอกผมว่าคุณเป็นแค่หัวหน้าแผนก—”

“ถ้าฉันไม่ทดสอบแก ฉันจะรู้สันดานดิบของครอบครัวแกเหรอ!” ฉันตวาดกลับ

ไม่ถึงสิบห้านาทีหลังจากนั้น เสียงกระหึ่มของใบพัดเฮลิคอปเตอร์ก็ดังกึกก้องอยู่เหนือหลังคาบ้าน พร้อมกับเสียงไซเรนรถตำรวจนับสิบคันและขบวนรถ SUV สีดำหุ้มเกราะที่แล่นเข้ามาปิดล้อมบ้านหลังเล็กนี้ไว้ทุกทิศทาง

ประตูรั้วเหล็กถูกพังเข้ามาโดยหน่วยสวาทชุดดำพร้อมอาวุธครบมือ ตามมาด้วยทีมบอดี้การ์ดร่างยักษ์นับสิบคนที่กรูกันเข้ามาในบ้าน ล้อมกรอบครอบครัวของกริชเอาไว้ทุกทาง

และผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นคนสุดท้าย คือ ‘เจ้าสัวประเวศ’ ชายชราผู้มีอำนาจบารมีล้นฟ้า พ่อของฉันเอง!

ทันทีที่พ่อเห็นร่างอันผอมโซของพลอยที่ยืนหลบอยู่หลังฉัน และได้เห็นกำไลหยกจักรพรรดิบนข้อมือของเธอ พ่อก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น ร้องไห้โฮออกมาอย่างไม่อายใคร “พลอย! ลูกพ่อ! ลูกแม่! พ่อมาช่วยลูกแล้ว!”

น้องพลอยที่สับสนและหวาดกลัว ค่อยๆ ก้าวออกไปรับอ้อมกอดของพ่อ สัญชาตญาณสายเลือดทำให้เธอสวมกอดพ่อและร้องไห้ออกมาอย่างสุดเสียง ราวกับได้ปลดปล่อยความทุกข์ทรมานตลอดยี่สิบปีให้ไหลไปกับหยาดน้ำตา

ขณะที่ครอบครัวของเรากำลังโอบกอดกัน กริช คุณนายสายหยุด และกิ๊ก ต่างทรุดตัวลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวสุดขีด พวกเขาเพิ่งตระหนักได้ว่า พวกเขาได้ไปกระตุกหนวดมังกร และขังลูกสาวของพญายมราชไว้เป็นทาสมาตลอดยี่สิบปี!

“พิม! พิมจ๋า! กริชไม่รู้เรื่องนะ! กริชไม่รู้จริงๆ ว่าบัวคือน้องสาวของพิม! พิมยกโทษให้กริชนะ เรากำลังจะแต่งงานกันไม่ใช่เหรอ!” กริชพยายามคลานเข้ามากราบเท้าฉัน แต่น้ำมูกน้ำตาไหลเปรอะเปื้อนใบหน้า

ฉันใช้ปลายรองเท้าเขี่ยมือสกปรกของกริชออกอย่างรังเกียจ “งานแต่งของเราถูกยกเลิกตั้งแต่วินาทีที่ฉันเห็นรอยช้ำบนตัวน้องสาวฉันแล้ว กริช”

ฉันหันไปพยักหน้าให้หัวหน้าชุดสวาท “ผู้กองคะ จัดการจับกุมพวกมันทุกคน ข้อหาลักพาตัวเด็ก กักขังหน่วงเหนี่ยว ทำร้ายร่างกาย และค้ามนุษย์… เอาให้โทษหนักที่สุด อย่าให้พวกมันได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีก!”

“ม่ายยย! ปล่อยฉันนะ! ฉันไม่ได้ทำ ฉันแค่เก็บมันมาเลี้ยง! กรี๊ดดดด!” คุณนายสายหยุดและกิ๊กกรีดร้องโหยหวนขณะถูกสวมกุญแจมือและลากตัวออกไปอย่างทุลักทุเล กริชถูกบอดี้การ์ดหิ้วปีกออกไปในสภาพที่เหมือนคนเสียสติ เขาร้องไห้ฟูมฟายที่สูญเสียทั้งเมียเศรษฐีและอิสรภาพไปในวันเดียวกัน

ฉันประคองน้องพลอยเดินออกจากบ้านนรกหลังนั้น ก้าวขึ้นเฮลิคอปเตอร์กลับสู่อาณาจักรจงกลนี น้องสาวของฉันจะต้องได้รับการรักษาทั้งร่างกายและจิตใจจากแพทย์ที่ดีที่สุดในโลก เธอจะได้กลับคืนสู่บัลลังก์ทายาทหมื่นล้าน ได้รับความรักและการชดเชยทุกสิ่งทุกอย่างที่ขาดหายไปตลอดยี่สิบปี

และฉันขอสาบานด้วยชีวิต… ว่าใครก็ตามที่เคยทำให้น้องสาวของฉันต้องหลั่งน้ำตา พวกมันจะต้องชดใช้กรรมในคุกนรกจนกว่าจะสิ้นลมหายใจ! จุดจบของครอบครัวจอมปลอมได้มาถึงแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ.

Related Articles

Back to top button
error: Content is protected !!